<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[สถานที่ปฏิบัติธรรม]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/index/id/20</link>
<atom:link href="https://yst.onab.go.th/th/content/category/index/id/20" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[สถานที่ปฏิบัติธรรม วัดยางตลาด (อุทยานการศึกษาภายในวัด ปี ๒๕๖๔)]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/566</link>
<guid isPermaLink="false">8ab1c9102bed9a45b5e624c2864f58f9</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;">จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้เล่าสืบขานกันมาว่า เดิม บ้านย่อ เรียกว่า บ้านเผ่าญ้อ สืบเนื่องมากจาก ก่อนปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ชนเผ่าญ้อ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดลำปาง และ&nbsp;<strong>ชนเผ่ากุลา</strong>&nbsp;อาศัยอยู่ในเขตเมืองหงสาวดี&nbsp;ประเทศพม่า&nbsp;อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหาแหล่งที่อยู่ใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ จนมาถึงพื้นที่อีสานตอนล่าง และพบ&nbsp;<strong>ดงลำขวง</strong>&nbsp;ซึ่งเป็นดงขนาดใหญ่ มีสัตว์ป่ามากมาย และมีดินน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก ชนเผ่าทั้งสองจึงได้สร้างหลักปักฐานอยู่ที่ดงลำขวงแห่งนี้ และเนื่องจากชนเผ่าญ้อมีจำนวนมากกว่าชนเผ่ากุลา ทำให้คนในหมู่บ้านใกล้เคียงเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ใหม่ว่า&nbsp;<strong>บ้านเผ่าญ้อ</strong>&nbsp;มีผู้คนเรียกคำว่า ญ้อ เพี้ยนจนกลายเป็นคำว่า ย่อ จึงเรียกว่า บ้านย่อ</p>

<p style="text-align: justify;">ต่อมามีผู้นำเอาหลักคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ ชาวบ้านมีจิตศรัทธา จึงได้สร้างวัดขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ มีหลักฐานปรากฏเป็นสิมโบราณ ที่ธรณีสงฆ์ ใกล้กับศูนย์เด็กเล็กในปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๐ ศาสนสถานที่แต่เดิมทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ชาวบ้านได้ย้ายมาสร้างอุโบสถถัดเข้ามาทางทิศตะวันตก (ที่ตั้งวัดปัจจุบัน) ของสถานที่เดิม และค้นพบพระพุทธรูป (พระเจ้าใหญ่) เป็นพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร สร้างจากดินโป่ง หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทางไปทำการค้าทางน้ำ (บ้านสิงห์ท่า) ในสมัยนั้น ประดิษฐานอยู่ที่โล่งแจ้ง ชาวบ้านได้บรูณะให้ใหญ่ขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันสร้างพระอุโบสถครอบพระพุทธรูปไว้&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;"><strong>การศึกษาภายในวัด</strong></p>

<p style="text-align: justify;">เปิดสอนแผนกนักธรรม ตรี &ndash; เอก และแผนกบาลี</p>

<p style="text-align: justify;"><strong>ปูชนียสถานและเสนาสนะภายในวัดประกอบไปด้วย</strong></p>

<p style="text-align: justify;">๑. พระประธานในวัด พระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร</p>

<p style="text-align: justify;">๒. พระประธานในพระอุโบสถ พระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">๓. รูปเหมือนหลวงปู่ดาว มีขนาดเท่าองค์จริง หล่อด้วยทองเหลือง</p>

<p style="text-align: justify;">๔. เจดีย์อัฐิพระอุปัชฌาย์ลอด (พระอุปัชฌาย์รูปแรกของวัด)</p>

<p style="text-align: justify;">๕. พระอุโบสถหลังปัจจุบัน สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙</p>

<p style="text-align: justify;">๖. ศาลาการเปรียญ ปัจจุบันเป็นหลังที่ ๓</p>

<p style="text-align: justify;">๗. กุฏิสงฆ์ ๑๔ หลัง</p>

<p style="text-align: justify;">๘. ศาลาบำเพ็ญกุศล ๑ หลัง</p>

<p style="text-align: justify;">๙. ศาลาบูชาคุณ ๑ หลัง</p>

<p style="text-align: justify;">๑๐. หอระฆัง ๑ หลัง</p>

<p style="text-align: justify;">๑๑. ฌาปนสถาน ๑ หลัง</p>

<p style="text-align: justify;">ข้อมูลจาก : ปักหมุดเมืองไทย</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/202112142e9b59a7e2207680e7b7c3c5f9ae796e143552.jpg' type='image/jpg' length='118387' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานที่ปฏิบัติธรรม วัดฟ้าห่วนใต้ (อุทยานการศึกษาภายในวัด ปี ๒๕๖๔)]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/567</link>
<guid isPermaLink="false">226b12bad1f1aa1c562a7fb157ab9009</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ข้อมูลประวัติวัดฟ้าห่วนใต้</p>

<p>วัดฟ้าห่วนใต้ ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ โดยการนำของ พระครูอัมพรสาธุวัฒน์ (พิมพ์ ปญฺญาพโล) พร้อมด้วยชาวบ้านฟ้าห่วน ร่วมใจกันสร้างวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔</p>

<p>ต่อมา เมื่อ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ท่านได้มรณภาพลง และมีพระที่บวชเข้ามา รักษาการแทนเจ้าอาวาส จนมาถึง พ.ศ. ๒๕๔๓ มีพระมหาประดิษฐ์ กลฺยาณธมฺโม เป็นเจ้าอาวาส และ พ.ศ. ๒๕๕๖ พระอธิการสะกิฏ วิสิฏฺโฐ เป็นเจ้าอาวาส จนถึงปัจจุบัน</p>

<p>วัดฟ้าห่วนใต้ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๒๖ บ้านฟ้าห่วน หมู่ที่ ๑ ตำบลฟ้าห่วน อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา อาณาเขต ดังนี้</p>

<p>ทิศเหนือ จรดทางสาธารณประโยชน์</p>

<p>ทิศใต้ จรดทางสาธารณประโยชน์</p>

<p>ทิศตะวันออก จรดทางสาธารณประโยชน์</p>

<p>ทิศตะวันตก จรดทางสาธารณประโยชน์</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>อาคารเสนาสนะประกอบด้วย</p>

<p>-อุโบสถ กว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๓ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก</p>

<p>-ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๓๗ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓</p>

<p>-กุฎีสงฆ์จำนวน ๕ หลังเป็นอาคารไม้ ๒ หลัง คอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ หลัง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ข้อมูลพื้นฐานของหมู่บ้านฟ้าห่วน</p>

<p>บ้านฟ้าห่วน เดิมชื่อ บ้านกุดปลาห่วน เริ่มจัดตั้งหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ. 1483โดยมีบุคคลมาจัดตั้งหมู่บ้าน ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือ ตามุ้ย อพยพมาจากบ้านโนนหมากเกลือ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีม กลุ่มที่ ๒ คือ อพยพมาจากบ้านเขียง บ้านโนนหมากเกลือ อ.กัณทรารมณ์ จ.ศรีสะเกษ ทั้งสองกลุ่มได้พิจารณาเห็นว่าที่นี้เหมาะสมที่จะตั้งหมู่บ้าน เพราะเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำ ลำห้วย เป็นแหล่งทำมาหากินสะดวกสบาย เพราะว่าแม่น้ำลำห้วยแห่งนี้มีปลาชุกชุม และมีป่าอุดมสมบูรณ์ จึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านกุดปลาห่วน</p>

<p>เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๓ ได้เกิดพายุฝนตกหนัก ทำให้ต้นข้าว ต้นกล้าเสียหาย และป่าดงใหญ่ ต้นไม้โค่นลงมาเป็นจำนวนมาก วัวควายต่างเข้าบ้านไม่ได้ และเกิดฟ้าผ่าลงมาถูกสัตว์เลี้ยงล้มตายเป็นจำนวนมาก และผ่าผู้คนล้มตาย ในปีเดียวกันนั้น จึงทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวกันมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชาวบ้านจึงได้ปรึกษา หารือกันสมควรที่จะเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่โดยตั้งชื่อใหม่ว่า บ้านฟ้าห่วน มาจนถึงปัจจุบันนี้</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/2021121416709afd91cd9946587402ad7d9fdca1150056.jpg' type='image/jpg' length='115149' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานที่ปฏิบัติธรรม วัดกู่จาน]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/568</link>
<guid isPermaLink="false">f7f300226b37affa2b5fc9a479a32bd9</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;"><b>พระธาตุกู่จาน</b>&nbsp;ตั้งอยู่ที่วัดกู่จาน ตำบลกู่จาน&nbsp;</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7" title="อำเภอคำเขื่อนแก้ว"><span style="color:#000080;">อำเภอคำเขื่อนแก้ว</span></a><span style="color:#000080;">&nbsp;</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%98%E0%B8%A3" title="จังหวัดยโสธร"><span style="color:#000080;">จังหวัดยโสธร</span></a><span style="color:#000080;">&nbsp;สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12 หรือพร้อมกับพระธาตุพนมที่จังหวัดนครพนม มีลักษณะเป็นเจดีย์รูปทรงบัวเหลี่ยมคล้ายพระธาตุพนม ก่อด้วยอิฐมีความกว้าง 5.10 เมตร ความสูง 15 เมตร มีกำแพงแก้วล้อมองค์พระธาตุ 2 ชั้น ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ถึงวันแรม 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปีจะมีงานประจำปีเพื่อเป็นการ</span><a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;action=edit&amp;redlink=1" title="นมัสการ (ไม่มีหน้า)"><span style="color:#000080;">นมัสการ</span></a><span style="color:#000080;">พระธาตุกู่จาน เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดยโสธร และ</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99" title="ภาคอีสาน"><span style="color:#000080;">ภาคอีสาน</span></a><span style="color:#000080;">ของ</span><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" title="ประเทศไทย"><span style="color:#000080;">ประเทศไทย</span></a></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;">เมื่อพุทธศักราช 7 หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วเป็นเวลา 7 ปี พระมหากัสสปะได้นำพระบรมสารีริกธาตุลงแจกจ่ายในดินแดนแถบนี้ กลุ่มที่ได้มาคือพระยาคำแดงซึ่งเป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือ ด้านกลุ่มพระยาพุทธซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทางฝ่ายใต้ไม่ได้รับพระบรมสารีริกธาตุ จึงได้เดินทางไปขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากพระยาคำแดง พระยาคำแดงไม่อยากให้ ทำเป็นพูดจาบ่ายเบี่ยง โดยท้าแข่งก่อสร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระสารีริกธาตุว่าใครจะเสร็จก่อน หากใครแพ้ต้องยอมเป็นเมืองขึ้นของกันและกัน แต่มีข้อแม้อยู่ว่าในการก่อสร้างเจดีย์ครั้งนี้ต้องใช้คนอย่างมากไม่เกิน 6 คน เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว พระยาพุทธก็เดินทางกลับมาประชุมเจ้าเมืองฝ่ายใต้เพื่อทำการก่อสร้างพระธาตุกู่จานและได้คัดเลือกเอาแต่คนสนิทที่มีฝีมือ ได้แก่ พระยาพุทธ พระยาเขียว พระยาธรรม พระยาคำ พระยาแดง และพระยาคำใบ กลุ่มของพระยาพุทธทำการก่อสร้างพระเจดีย์ไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วแต่เกรงว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วพระยาคำแดงจะไม่ยอมแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ตามที่ได้ตกลงกันไว้และกลัวจะแพ้พระยาคำแดง จึงได้ยกกองกำลังขึ้นไปแย่งชิงเอาพระบรมสารีริกธาตุมาไว้ก่อนแล้วค่อยสร้างต่อไปจนเสร็จ แต่พระยาคำแดงได้วางมาตรการคุ้มกันอย่างเข้มแข็ง ทั้ง 6 คนบุกเข้ารบอย่างดุเดือดแต่ก็ไม่สามารถโจมตีเข้าไปถึงที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุได้ เนื่องจากมีกำลังน้อยกว่าและพระยาคำได้เสียชีวิต เป็นอันว่าผู้สร้างพระธาตุกู่จานเหลือเพียง 5 คน เมื่อเห็นว่ามีกำลังน้อยกว่าคงสู้ต่อไปไม่ได้จึงยกทัพกลับ เมื่อกลับมาถึงก็ได้ทำการคัดเลือกผู้ที่มีฝีมืออยู่ยงคงกระพันยิงไม่เข้าฟันไม่เข้า รวบรวมได้หนึ่งหมื่นคนก็ยกกำลังไปที่หัวเมืองฝ่ายเหนืออีกเพื่อแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุจากพระยาคำแดงเป็นครั้งที่ 2 ครั้งนี้ฝ่ายของพระยาพุทธก็ได้รับความผิดหวัง ทหารที่เกณฑ์ไปเสียชีวิตทั้งหมดเหลือรอดกลับมามีแต่เจ้าเมืองทั้งห้าเท่านั้น เมื่อไม่ประสบผลสำเร็จก็กลับมายังเมืองของตน เพื่อทำการคัดเลือกทหารและวางแผนการใหม่โดยแบ่งกำลังออกเป็น 5 ส่วนเท่ากัน ในส่วนของพระยาพุทธนั้นยังไม่เข้าโจมตีรอให้ทั้ง 4 ฝ่ายเข้าโจมตีก่อน แล้วจึงเข้าโจมตีด้านหลัง ทหารของพระยาคำแดงหลงกลที่เห็นพระยาทั้ง 4 เข้าตีด้านหน้าก็พากันออกมารับโดยไม่ระวังด้านหลัง พระยาพุทธซึ่งคอยทีอยู่แล้วจึงได้พังประตูด้านหลังเข้าไปยังที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุอันได้บรรจุไว้ในผอบทองคำเขียนอักษรติดเอาไว้ซึ่งพระยาพุทธได้มาทั้งสิ้น 6 ผอบ คือ 1.พระบรมสารีริกธาตุ พระเศียร 2.พระบรมสารีริกธาตุ พระอุระ 3.พระบรมสารีริกธาตุ นิ้วพระหัตถ์ขวา 4.พระบรมสารีริกธาตุ นิ้วพระหัตถ์ซ้าย 5.พระบรมสารีริกธาตุ นิ้วพระบาทขวา และ 6.พระบรมสารีริกธาตุ นิ้วพระบาทซ้าย ในแต่ละชิ้นของพระบรมสารีริกธาตุมีขนาดเท่าเมล็ดงา พระยาทั้ง 5 เมื่อทำการสำเร็จแล้วจึงนำทหารถอยกลับยังเมืองฝ่ายตน หลังจากนั้นจึงทำการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์จนกระทั่งสำเร็จและได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุทั้ง 6 ผอบไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์เป็นที่เรียบร้อย แต่ในการสร้างพระเจดีย์ครั้งนี้เป็นที่คับแค้นของเหล่าประชาราษฎร์ยิ่งนักเนื่องจากไม่ได้ร่วมก่อสร้างด้วย</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="color:#000080;">ดังนั้นพระยาทั้งห้าจึงได้ปรึกษากันว่าพวกเราต้องสร้างใหม่อีกแห่งหนึ่งเพื่อที่จะให้ราษฎรในแต่ละหัวเมืองได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้าง แต่ในครั้งนี้ต้องสร้างเป็นวิหารเพื่อเป็นที่เก็บสิ่งของและจารึกประวัติพระธาตุไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เมื่อประชาชนในเมืองต่างๆ ทราบข่าว ต่างมีความยินดีที่จะได้ร่วมสร้างวิหารซึ่งวิหารนั้นจะต้องทำด้วยหินและหินนั้นต้องเป็นหินทะเลเมื่อตกลงกันแล้วพระยาทั้งห้าต่างก็แยกย้ายไปบอกข่าวแก่ประชาชนของตนให้ไปนำหินจากทะเลมาก่อสร้างพระวิหารโดยจัดแบ่งเป็นกลุ่มๆ กันไป ฝ่ายพระยาคำแดง หัวเมืองฝ่ายเหนือโกรธแค้นมากและทราบว่าผู้ที่มาแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุเป็นผู้ใด จึงได้ยกกำลังกองทัพลงมายังหัวเมืองฝ่ายใต้เพื่อพิจารณาขอร่วมสร้างด้วยเพราะรู้ว่าพระยาทั้ง 5 ได้ไปแย่งชิงเอาพระสารีริกธาตุจากตนมาแล้ว แต่พระยาทั้งห้าไม่ยอมจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากฝ่ายพระยาพุทธไม่ได้เตรียมกองกำลังป้องกันไว้จึงเสียเปรียบ ผลปรากฏว่าพระยาทั้งหมดเสียชีวิตคือพระยาคำแดงถูกพระยาพุทธฟันด้วยทวนคอขาด ส่วนพระยาฝ่ายใต้ก็เสียชีวิตทั้งหมดเช่นกัน ศพทั้งหมดได้ถูกเผาและนำมาฝังไว้ห่างจากพระธาตุกู่จานประมาณ 200 -300 เมตร ทั้ง 4 ทิศ สนามรบครั้งนั้นก็คือดอนกู่ในปัจจุบันซึ่งมีหินเรียงกันเป็นชั้นๆ อยู่ทางทิศเหนือของบ้านกู่จาน ห่างจากองค์พระธาตุกู่จานไปไม่มากนักส่วนศพของพระยาคำแดงชาวเมืองได้ช่วยกันเผาแล้วปั้นเป็นเทวรูปคอขาด ซึ่งปัจจุบันนี้พระพุทธรูปคอขาดได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดสมบูรณ์พัฒนา ตำบลกู่จาน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เป็นวัดที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ส่วนข้าวของเงินทองของพระยาคำแดง ซึ่งนำลงมาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือและของพระยาทั้งห้าของหัวเมืองฝ่ายใต้ ได้ถูกสาปให้จมธรณีเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดทำลายและนำไปเป็นสมบัติส่วนตัว ส่วนชาวเมืองหัวเมืองฝ่ายใต้ที่พากันไปขนหินทะเลนั้น บางกลุ่มก็ยังไปไม่ถึง บางกลุ่มก็ไปถึง บางกลุ่มก็กลับมาถึงครึ่งทาง บางกลุ่มก็มาถึงแล้วแต่กลุ่มที่เดินทางไปก่อนหลังเมื่อทราบข่าวว่าเจ้าเมืองของตนตายก็พากันทิ้งหินไว้ตามที่ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเห็นอยู่หลายแห่ง เมื่อดอนกู่ได้เกิดศึกใหญ่มีคนตายมากมาย ชาวเมืองที่เหลืออยู่เสียขวัญจึงพากันอพยพถิ่นฐานไปหาที่สร้างเมืองใหม่ปล่อยให้พระธาตุกู่จานถูกทอดทิ้งมาตั้งแต่บัดนั้น จนกลายเป็นป่าทึบตามธรรมชาติเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดหลายต่อหลายชั่วอายุคนที่ไม่อาจนับได้ จนกระทั่งบรรพบุรุษที่เดินทางมาจากบ้านปรี่เชียงหมีมาพบเข้าได้เห็นดีที่จะตั้งหมู่บ้านเพราะมีแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่ดินอุดมสมบูรณ์จึงตั้งหมู่บ้านขึ้น และถางป่ามาพบพระธาตุแต่ไม่ทราบประวัติความเป็นมาของพระธาตุ จนมาถึงปี พ.ศ. 2521 จึงปรากฏว่ามีสามเณรถาวร อินกาย และเกิดอภินิหารขึ้นจนกลายเป็นเรื่องเล่าของประวัติพระธาตุกู่จาน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/20211214fa7482659fd71e6e233eadf4dbf3ed4e152523.jpg' type='image/jpg' length='80531' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานที่ปฏิบัติธรรม วัดศรีธาตุ (อุทยานการศึกษาภายในวัด ปี ๒๕๖๔)]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/569</link>
<guid isPermaLink="false">1b4e13f278613658a7a2bdba757b574b</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประวัติวัด วัดศรีธาตุ บ้านสิงห์ ต.สิงห์ อ.เมือง จ.ยโสธร</p>

<p>วัดศรีธาตุ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕ ไร่ ๒๙ ตาราวา อาณาเขตทิศเหนือ จดที่สาธารณะ ทิศตะวันตก จดหมู่บ้านและถนนสาธารณะสายบ้านสิงห์ - บ้านหนองหิน ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๐ เดิมเป็นวัดร้าง ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า ดงผีสิงห์ ต่อมามีคณะของเจ้าคำสู เจ้าคำโส เจ้าคำขุย เจ้าคำปุ้ย ฯลฯ พร้อมด้วยมหาเซียงสา ย้ายมาจากนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) ได้มาบูรณะวัดนี้ขึ้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ วัดศรีธาตุ เป็นวัดเก่าแก่ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณ ก่อนสมัยสุโขทัย มีสถูปโบราณ สิงห์หินแกะสลัก อันมีประวัติที่พิสดาร เล่าขานกันมา หอไตรกลางน้ำที่สวยสดงดงาม พร้อมทั้งงานพุทธศิลปอีสานอย่างอื่น ให้ท่านได้ชมที่พิพิธภัณฑ์ของวัด</p>

<p>พระเจ้าใหญ่ พระหลักคำวรสิหนาท เป็นพระพุทธรูปปางเสวยวิมุติสุข (มารสะดุ้ง) หน้าตักกว้าง ๒.๘๕ เมตร สูง ๕.๒๐ เมตร ค้นพบอยู่ในป่า สร้างด้วยอิฐฉาบปูน ได้พบอยู่ที่ประดิษฐานปัจจุบันอันปกคลุมด้วยเถาวัลย์ พระเจ้าใหญ่องค์นี้ชาวบ้านถือว่า มีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อชาวบ้านมีทุกข์ จะนำดอกไม้ ธูปเทียน ทอง เพื่อไปสักการะ อธิษฐานขอให้ขจัดปัดเป่าทุกข์ภัย และก็ได้ผลดังปรารถนา ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ วิหารหลังเดิม ได้พังลงมาเพราะเสื่อมโทรมตามกาลเวลา เป็นเรื่องน่าแปลกที่ด้านทิศใต้ ติดกับวิหารเป็นศาลาการเปรียญ เมื่อวิหารพังลงมาน่าจะพังทับครึ่งหลังครึ่งหลังแต่ไม่ได้โดนศาลาการเปรียญ หรือแม้แต่องค์พระเจ้าใหญ่ ก็มิได้ระคายผิวเลย และปัจจุบันได้สร้างวิหารหลังใหม่แล้ว ในเดือน ๕ จะมีงานสรงน้ำพระเจ้าใหญ่เป็นประจำทุกปี ปัจจุบันพระเจ้าใหญ่ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดศรีธาตุ บ้านสิงห์</p>

<p>สิงห์เก่าแก่วัดศรีธาตุ สร้างราวศักราช ๑๒๑๘</p>

<p>สิงห์หิน เป็นแกะสลักเป็นรูปสิงห์ทำจากหินทรายสีแดงตามตำนานเล่าว่า สร้างโดยท้าวมุม ในปีศักราช ๑๒๑๘ พร้อมกับพระเจ้าใหญ่ เป็นสิงห์ตัวผู้ส่วนสิงห์ตัวเมียจะอยู่ที่วัดสิงห์ท่า ในเมืองยโสธร เก็บรักษาไว้ภายในอุโบสถวัดศรีธาตุ บ้านสิงห์ ทางวัดได้ทำการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เพราะเคยถูกขโมยมาแล้วหลายครั้ง สิงห์หินนี้จึงกลายมาเป็นตราประจำจังหวัดยโสธร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/20211214352b52ea28f1a1efce11bc9b37c2fd02151312.jpg' type='image/jpg' length='114839' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถานที่ปฏิบัติธรรม  วัดป่าจันทวนาราม (อุทยานการศึกษาภายในวัด ปี ๒๕๖๔)]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/20/iid/570</link>
<guid isPermaLink="false">1ad120276428d9795d4b28c2f6370434</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประวัติวัดป่าจันทวนาราม</p>

<p>วัดป่าจันทวนาราม ๑๑ หมู่ที่ ๑๑ บ้านห้องแซงใต้ ตำบลห้องแซง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร สังกัดคณะมหานิกายมีเนื้อที่ ๓๕ไร่๒ งาน ๕๓ ตารางวาอาณาเขต โฉนดที่ดิน เลขที่ ๗๗๓๔ เล่ม ๗๘ หน้า ๓๔ ตำแหน่งที่ดิน ระหว่าง ๕๘๔๑ I ๓๖๙๘ เลขที่ดิน ๑๓๘ ตำบลห้องแซง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร</p>

<p>ทิศเหนือ ยาว ๕ เส้น จดทุ่งนาของนายฉลอง เพชรไพร</p>

<p>ทิศใต้ ยาว ๗ เส้น จดถนนมิตรภาพ อ.เลิงนกทา-อ.หนองพอก</p>

<p>ทิศตะวันออก ยาว ๒ เส้น จดหมู่ที่ ๑๑ ตำบลห้องแซง</p>

<p>ทิศตะวันตก ยาว ๔ เส้น จดที่นายหยาย เพชรไพร</p>

<p>อาคารเสนาสนะประกอบด้วยศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๖ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๗ กุฏิพระสงฆ์จำนวน ๖ หลังเป็นอาคารไม้ ๒ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๔ หลัง และศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ ปูชนียวัตถุมีพระปางมารวิชัย จำนวน ๘ องค์</p>

<p>การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ</p>

<p>รูปที่ ๑ พระจันทร์ ญาณธโร พ.ศ. ๒๔๘๓&ndash;๒๕๐๐</p>

<p>รูปที่ ๒ พระสงัด ฐานวโร พ.ศ. ๒๕๐๑&ndash;๒๕๑๘</p>

<p>รูปที่ ๓ พระแดง ธมฺมทินฺโน พ.ศ. ๒๕๑๙&ndash;๒๕๒๘</p>

<p>รูปที่ ๔ พระครูจันทวนาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๓๐&ndash;๒๕๓๕</p>

<p>รูปที่ ๕ พระมหาสมหมาย กลฺยาโณ พ.ศ. ๒๕๓๖ จนถึงปัจจุบัน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>วัดป่าจันทวนาราม ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓โดยมีนายดวง พลูสวัสดิ์ได้บริจาคที่ดินให้สร้างวัดชาวบ้านเรียกกัน ว่า&ldquo;วัดป่า&rdquo;เป็นสถานที่ร่มรื่นสัปปายะมีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาตลอด</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/20211214dfcc72ea7958ff45e6acbaa90c34eb56150732.jpg' type='image/jpg' length='86620' />
</item>
</channel>
</rss>
