<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://yst.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดนาเวียง (วัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น ปี ๒๕๖๔)]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646</link>
<guid isPermaLink="false">e734d95ff869db47455b1b414338eb42</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8=""><a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94">วัด</a><a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0">สระ</a>ไตรนุรักษ์ บ้านนาเวียง หมู่ที่1 ตำบลนาเวียง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นหอไตรเก่าแก่อยู่กลางสระน้ำ สร้างมาประมาณร้อยกว่าปี</p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8="">หอไตร<a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94">วัด</a><a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0">สระ</a>ไตรนุรักษ์ ตั้งอยู่ที่วัดสระไตรนุรักษ์ เป็นหอไตรเก่าแก่อยู่กลางสระน้ำ สร้างมาประมาณร้อยกว่าปี สถาปัตยกรรมแบบพม่าหรือไทยใหญ่ อาคารไม้ขนาดกว้าง 8.30 เมตร ยาว 10.50 เมตร หลังคามุมสังกะสี มีชายคายื่นทั้ง 4 ทิศ หลังคามี 4 ชั้น ลดหลั่นกันขึ้นไปมีประตูด้านหน้า 1 ช่อง บานประตูแกะสลักลวดลายสวยงาม ใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกแต่มาโบราณ จากหลักฐานที่ค้นพบในใบสำรวจวัด ระบุตั้งเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2002 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ. ศ. 1919 -2031) จากคำบอกเล่า ชาวลาวก้อได้อพยพภัยสงครามจากบ้านสามหมื่นภูเพียงแห่งราชอาณาจักรลาว โดยการนำของยาคูหลักคำ ได้อพยพผู้คนข้ามแม่น้ำโขง ผ่านหนองบัวลุมบัว บ้านหนองชุนใหญ่ (ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด) จนได้มาตั้งหลักแหล่งชุมชนที่ห้วยค้อ (ที่อยู่ปัจจุบัน) และได้สร้างวัดขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน โดยได้สร้างศาลากลางน้ำ สำหรับเก็บตู้หนังสือ พระศาสนา เรียกชุมชนตนเองว่า &quot;หมู่บ้านคำแค&quot; ต่อมาบ้านคำแคได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น &quot;บ้านสระเวียง&quot; และเปลี่ยนมาเป็น &quot;บ้านนาเวียง&quot; จนถึงปัจจุบัน หอไตรกลางน้ำแห่งนี้ได้รับการซ่อมแซมก่อสร้างใหม่ใน พ.ศ. 2463 ใน พ.ศ. 2533 กรมศิลปากรได้ออกสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนหอไตรวัดสระไตรนุรักษ์ เป็นโบราณสถานของชาติ ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบพม่าหรือไทยใหญ่ เป็นอาคารไม้กว้าง 8.30 เมตร หลังคา 4 ชั้น มุงสังกะสี ต่อมาสระน้ำแห้งขอดเป็นประจำทุกปี ปลวกได้ขึ้นไปทำลายหอไตร ฯ เสียหาย ทางหมู่บ้านจึงรายงานกรมศิลปากรเพื่อของบประมาณบูรณะซ่อมแซม ในปี พ.ศ. 2539 กรมศิลปากร โดยหน่วยศิลปากรที่ 6 ได้ออกแบบแปลนบูรณะซ่อมแซมหอไตร ฯ และได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 1,099,000 บาท ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมหอไตร ประวัติศาสตร์ (หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์) โดยคงลักษณะเดิมไว้ อนึ่ง ภายในหอไตร ฯ แห่งนี้ยังเป็นที่เก็บโบราณวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ หนังสือพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่บันทึกไว้ในใบลาน จำนวน 198 มัด โดยผูกเก็บไว้ในตู้ลักษณะรูปหลังช้างมีลวดลาย , พระเสี่ยงทาย , เมล็ดข้าวใหญ่ (ทำจากไม้ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร) , พระงา , พระนอ (แกะสลักเป็นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ทำจากนอแรดแท้) , โหวตหอยสังข์ (เขากวางหด) , ผ้าขิดโบราณ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/202112142c906cfe495e41cea58bf8075679beee131657.jpg' type='image/jpg' length='31323' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดศรีธรรมาราม (พระอารามหลวง)]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/647</link>
<guid isPermaLink="false">a8b51e47589b844d7436e4fc0698047c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดศรีธรรมาราม สร้างครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2395 ในสมัยรัชกาลที่ 4 มูลเหตุของการสร้างวัดมาจากการสิ้นชีวิตของครอบครัวเจ้าอุปราชบุตร และเจ้าคำม่วน ซึ่งเป็นญาติของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AF_(%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%95)" title="พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)">พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าฝ่ายบุต)</a>&nbsp;เจ้าผู้ครองเมืองยศสุนทร องค์ที่ 3 ด้วยความอาลัยรันทดในวิบากกรรมของท่านทั้งหลายนั้น เจ้าผู้ครองเมืองจึงได้สร้างวัดนี้ไว้เพื่อเป็นที่รำลึกนึกถึงด้วยท่านเหล่านั้นได้สิ้นชีวิตโดยการถูกประหารใน &quot;คุกเพลิง&quot; และได้สร้างพระอุโบสถครอบสถานที่ทำการประหาร ชื่อวัดจึงบอกถึงความหมายและความเป็นมา หลังจากการสร้างวัดแล้วก็มีการเปลี่ยนชื่อวัดหลายต่อหลายครั้ง</p>

<p>ปี พ.ศ. 2416&nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AF_(%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%99)&amp;action=edit&amp;redlink=1" title="พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าเหม็น) (ไม่มีหน้า)">พระสุนทรราชวงศาฯ (เจ้าเหม็น)</a>&nbsp;ได้นำไพร่พลชาวเมืองยศสุนทรมาบูรณปฏิสังขรณ์วัต่อจากพระบิดา เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น&nbsp;<b>วัดศรีธรรมหายโศก</b>&nbsp;และเมื่อครั้ง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E" title="สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ">สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ</a>&nbsp;ทรงเสด็จฯ มาประพาสเมืองยศสุนทร จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นชื่อวัดเป็น&nbsp;<b>วัดอโศการาม</b>&nbsp;ต่อมา<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%AA" title="สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส">สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส</a>&nbsp;ทรงโปรดประทานชื่อให้ใหม่ว่า&nbsp;<b>วัดสร่างโศกเกษมสันต์</b>&nbsp;จนมาปี พ.ศ. 2500 พระครูพิศาลศีลคุณ (บุญสิงห์ สีหนาโท) เป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้นได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัด และเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า&nbsp;<b>วัดศรีธรรมาราม</b>&nbsp;ตราบจวบจนปัจจุบัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/20211214d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e131331.PNG' type='image/png' length='755663' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพระพุทธบาทยโสธร]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/648</link>
<guid isPermaLink="false">a1c2fe5565b5853ddaea85044918445c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดพระพุทธบาทยโสธร มีความเป็นมายาวนาน เป็นต้นธารแห่งดวงแก้วอันประเสริฐของพระพุทธศาสนา ที่ยังความผาสุกมาสู่พุทธศาสนิกชนตลอดมา ยุคแรก เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธศาสนาล่วงแล้ว 2378 ปี โดยพระมหาอุตตมะปัญญา ได้อัญเชิญรอยพระพุทธบาท และสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก เป็นพระประธาน ประดิษฐานประกาศพระพุทธศาสนา อันปรากฏข้อความที่บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ในศิลาจารึก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรื่องตามควร ภายหลับพระมหาอุตตมะปัญญาและสัทธิวิหาริกที่รับภาระสืบต่อสิ้นไป ไม่มีพระภิกษุพำนักปฏิบัติสมณะธรรมจำพรรษาและทำนุบำรุงต่อเนื่องเป็นเวลายามนาน ซึ่งไม่ปรากฎบันทึกเหตุการณ์ใด ๆ แม้กาลต่อมาชุมชนที่อยู่ใกล้ที่สุดคือชาวบ้านหนองยาง และชุมชนใกล้เคียงที่มีศรัทธา ได้มาสักการบูชาพุทธเจดีย์ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจัดกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธนาคปรกและรอยพระพุทธบาทในเทศกาลสงกรานต์ จนเป็นที่นิยมจัดงานสือต่อกันมา จึงได้มีการรักษาบ้าง ครั้นโรงเรือนที่สร้างขึ้นป้องกันแดดฝนชำรุด จึงได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมอีก 3 ครั้ง ยุคปัจจุบัน ได้ฟื้นฟูสร้างเป็นวัดโดยการนำของท่านเจ้าคุณพระราชมุนีผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ.2516 เพื่อที่จะดำรงรักษาปูชนียวัตถุหรือโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าเป็นมรดกสืบไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/20211214a58178db90069188869b4bf4c9d4bc01153756.jpg' type='image/jpg' length='94817' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดมหาธาตุ (พระอารามหลวง)]]></title>
<link>https://yst.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/649</link>
<guid isPermaLink="false">0a7625fb6e505a656247b03c6aac49c2</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดมหาธาตุ&nbsp;ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองยโสธรมาตั้งแต่แรกสร้างเมือง ตั้งอยู่ภายในเขตเทศบาลเมืองยโสธร&nbsp;ซึ่งภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญคือ พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ หรือพระแก้วหยดน้ำค้าง พระพุทธปรูปบูชาประจำเมืองที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย , พระธาตุอานนท์ พระเจดีย์ที่บรรจุอัฐิธาตุของพระอานนท์แห่งเดียวในประเทศไทย และหอไตรกลางน้ำที่มีศิลปะงดงาม มีพระเทพวงศาจารย์ (สำลี คุตตสีโล) เป็นเจ้าอาวาสวัดรูปปัจจุบัน</p>

<ul>
	<li><a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;redlink=1" title="พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ (ไม่มีหน้า)">พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์</a></li>
</ul>

<p>หรือ พระแก้วหยดน้ำค้าง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิศิลปะสมัยเชียงแสน ในอดีตนั้นเคยประดิษฐานอยู่คู่กับพระแก้วมรกตในหอพระแก้วเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2011 และประทับอยู่เป็นสิริมงคลนานถึง 78 ปี หลังพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเสด็จมาครองนครหลวงพระบาง จึงมีความเห็นว่าสมควรอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระแก้วขาวไปไว้ที่ราชธานีล้านช้าง เพื่อให้ห่างไกลจากเงื้อมมือพม่าข้าศึก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระแก้วมรกตประทับอยู่ร่วมกันอีกครั้ง ต่อมาได้มีผู้ลักพาพระแก้วขาวออกจากนครหลวงพระบางไปซ่อนไว้ที่เขาส้มป่อย และมีนายพราน 2 พี่น้อง ชื่อ พรานทึงและพรานเทือง ไปพบว่าจมอยู่ใต้สระน้ำจึงนำขึ้นมา ความเลื่องลือไปถึงเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ จึงให้ท้าวเพียผู้ใหญ่ไปสืบเอาพระแก้วขาวมา ขณะอัญเชิญมาถึงตำบลแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำเซโดนได้พากันพักแรมหนึ่งคืน พอรุ่งเช้าปรากฏว่าพระแก้วขาวหายไปจึง ให้คนเที่ยวค้นหา มีผู้ไปพบอยู่ที่บ้าน พรานทึงดังเดิม ท้าวเพียได้ทำพิธีขอขมาคารวะพระแก้วขาว โดยขออัญเชิญไปยังนครจำปาศักดิ์ได้สะดวกอย่าได้ลักหนีไปอีกเลย แต่ในระหว่างทางเกิดพายุทำให้พระแก้วขาวตกลงไปในน้ำหาอย่างไรก็ไม่พบ เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร ทรงกระทำพิธีกรรมบวงสรวงเทพารักษ์ ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้ได้พระแก้วขาวกลับคืนมาเป็นสิริมงคล เมื่อสัมฤทธิผลจึงจัดงานฉลองสมโภชเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ต่อมาเมื่อพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช (ท้าวฝ่ายหน้า) พระประเทศราชผู้ครองนครจำปาศักดิ์ ลำดับที่ 3 ได้ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแมตรีศก จุลศักราช 1173 (พ.ศ. 2354) ครองเมืองนครจำปาศักดิ์ได้ 21 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยากลาโหมราชเสนา เป็นข้าหลวงแทนพระองค์ ไปพระราชทานเพลิงศพพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช และจัดการราชการบ้านเมืองนครจำปาศักดิ์ เมื่อทำการปลงศพของพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราชเสร็จแล้ว พระยากลาโหมราชเสนาพร้อมด้วยแสนท้าวพระยาในเมือง จึงก่อเจดีย์บรรจุอัฐิของท่านไว้ที่วัดเหนือ (ปัจจุบันคือวัดหอพระแก้ว) ในเมืองเก่าคันเกิง เรียกกันทั่วไปว่าในเวลานั้น &quot;ธาตุหลวงเฒ่า&quot; [4] ปัจจุบันไม่มีใครรู้จักและเรียก ภายหลังเสร็จการพระราชทานเพลิงศพของพระวิไชยวรราชสุริยวงศ์ขัตติยราช (ท้าวฝ่ายหน้า) และการจัดการราชการบ้านเมืองในนครจำปาศักดิ์แล้ว พระยากลาโหมราชเสนาจึงได้อัญเชิญพระแก้วขาวลงมายังกรุงเทพมหานคร เมือ่ปี พ.ศ. 2355 และเมื่อครั้งเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ยกกองทัพไปตีนครเวียงจันทน์ ท้าวอุปราชฝ่ายบุต ซึ่งเป็นบุตรของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A" title="พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช">พระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช</a>&nbsp;(ท้าวฝ่ายหน้า)พระประเทศราชผู้ครองนครจำปาศักดิ์ องค์ที่ 3 พร้อมท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) ได้ร่วมทำการรบด้วย โดยมีอัญญาพระครูหลักคำ (กุ) ผู้มีภูมิความรู้ถนัดในทางโหราศาสตร์ เป็นผู้ให้ฤกษ์และทำพิธีตัดไม้ข่มนาม ซึ่งเป็นพิธีปฐมกรรม อันเป็นการให้ขวัญและกำลังใจแก่ทหาร จึงทำให้การรบในครั้งนั้นประสบชัยชนะ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงทรงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี นำอุปราชฝ่ายบุต และอัญญาพระครูหลักคำ (กุ) เข้าเฝ้าโดยด่วนที่กรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอุปราชฝ่ายบุตเป็นพระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ ประเทศราชชวาเวียง ดำรงรักษ์ภักดียศฦๅไกร ศรีพิไชยสงคราม พระประเทศราชผู้ครองเมืองยศสุนทร ลำดับที่ 3 (พ.ศ. 2366-2400) พร้อมพระราชทานพระพุทธรูปบูชาสำคัญคือ พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ หรือ พระแก้วหยดน้ำค้าง อันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองยโสธรในปัจจุบัน , พระราชทานเชลยศึกจากนครเวียงจันทน์ จำนวน 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองยศสุนทร 1 กระบอก อันมีชื่อว่า &quot;ปืนนางป้อง&quot; ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน</p>

<ul>
	<li><a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;redlink=1" title="พระธาตุอานนท์ (ไม่มีหน้า)">พระธาตุอานนท์</a></li>
</ul>

<p>หรือพระธาตุยโสธร ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถ เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่สำคัญองค์หนึ่งในภาคอีสาน ร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1218 ผู้ก่อสร้างคือ เจตตานุวิน และ จินดาชานุ ชาวเวียงจันทน์ กับ เอียงเวธา ชาวขอม เมื่อสร้างเสร็จจึงอัญเชิญพระอัฐิของ พระอานนท์ มาบรรจุไว้ ซึ่งพระอัฐิของพระอานนท์ที่นำมาบรรจุใน พระธาตุอานนท์ นั้น ถูกบรรจุไว้ในผอบ ชั้นนอกเป็นหีบเงิน 3 ชั้น ชั้นถัดไปเป็นหีบทอง 7 ชั้น ถัดจากนั้นเป็นหีบแก้วไพฑูรย์ 2 ชั้น (รวมเป็นหีบ 12 ชั้น) แล้วมีผ้ากะจ๋าคำ(ผ้าลายทอง) ห่อไว้อีก 500 ชั้น ถัดเข้าไปเป็นผ้าสีขาวอ่อนนุ่มเหมือนสำลีห่อพระอัฐิธาตุอยู่ โดยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการสร้าง พระธาตุอานนท์ ต่อ ๆ กันมาว่า เจตตานุวิน และ จินดาชานุ ชาวเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หลังจากออกบวชทำความเพียรได้ 3 ปี 25 วัน ทั้งคู่ก็เห็นว่าชาวเมืองเวียงจันทน์ต่างนับถือ พากันไปกราบไหว้ ดอนปู่บาว จึงคิดนำของศักดิ์สิทธิ์มาไว้ที่ ดอนปู่บาว เพื่อความเป็นสิริมงคลยิ่ง ๆ ขึ้น ดังนั้น จึงออกธุดงค์โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี 10 เดือน 11 วัน เดินทางมาถึงเมืองเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ปกครองโดย ท้าวพระยา ซึ่งขณะนั้นชาวเมืองกำลังก่อสร้างเจดีย์องค์หนึ่งอยู่ ครั้นก่อสร้างเสร็จ ท้าวพระยา จึงเข้าไปอัญเชิญพระอัฐิธาตุ ซึ่งต้องไขประตูเข้าไป 3 ชั้น จึงจะพบหีบพระอัฐิธาตุ เจตตานุวิน และ จินดาชานุ จึงสอบถามชาวเมืองได้จนได้ความว่าเป็นพระอัฐิธาตุของ พระอานนท์ พระเถระคนสำคัญของพระพุทธเจ้า ซึ่งเล่ากันว่า พระอานนท์ นิพพานบนอากาศกลางแม่น้ำโรหิณี (กั้นระหว่าง กรุงกบิลพัสดุ์ กับ กรุงเทวทหะ) พระองค์ได้อธิษฐานร่างกายให้แตกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งตกลงทางกรุงกบิลพัสดุ์ ส่วนที่สองตกลงทางกรุงเทวทหะ เจตตานุวิน ได้ฟังดังนั้นจึงจัดเครื่องสักการะบูชา แล้วอธิษฐานจิตขอเห็นอภินิหาร ซึ่งก็บังเกิดมีลมพัดห่อผ้าอัฐิธาตุ (ห่อผ้ากะจ๋าคำ) ลอยขึ้นสู่อากาศเป็นอัศจรรย์ เจตตานุวิน จึงอธิษฐานจิตให้ห่อผ้าพระอัฐิธาตุลอยลงมา ห่อผ้าก็ลอยลงมาเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ต่อมา เจตตานุวิน และ จินดาชานุ จึงอ้อนวอนขอแบ่งพระอัฐิธาตุจาก ท้าวพระยา อยู่หลายวัน จน ท้าวพระยา ใจอ่อนยอมแบ่งผงธุลีประมาณเต็ มเปลือกไข่นกกระเรียน กับอัฐิธาตุ 1 องค์ ประมาณเท่าดอกสังวาลย์ (คล้ายดอกลีลาวดี) ให้ เจตตานุวิน และ จินดาชานุ จึงเดินทางกลับเมืองเวียงจันทน์ และเตรียมจัดสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระอัฐิธาตุที่ ดอนปู่ปาว แต่ชาวเมืองเวียงจันทน์ไม่ยินยอม ด้วยหาว่าผิดผีบ้านผีเมือง ทั้งยังขับไล่ออกจากเมือง เจตตานุวิน และ จินดาชานุ จึงหนีมาอยู่กับเจ้าเมืองขอม ชื่อว่า เอียงเวธา ครั้นผ่านไป 3 ปี จึงชักชวนให้ เอียงเวธา เป็นผู้นำสร้างเจดีย์ ซึ่ง เอียงเวธา ได้เลือกสถานที่สร้างเจดีย์ที่ ดงผีสิง (จังหวัดยโสธรในปัจจุบัน) ป่าทึบขนาดใหญ่ ไกลจากบ้านคนประมาณ 1.2 กิโลเมตร ใช้เวลาสร้างเจดีย์ 8 เดือน 25 วัน จึงแล้วเสร็จ สำหรับลักษณะของพระธาตุอานนท์ เจดีย์เป็นทรงสี่เหลี่ยมหรือทรงพรหมสี่หน้า ส่วนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละ 81 เมตร ก่ออิฐถือปูนเอวฐานคอดเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย เหนือขึ้นไปเป็นเรือนธาตุ มีซุ้ม 4 ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน ยอดธาตุมียอดปลีเล็กแซมทั้ง 4 ด้าน ยอดกลางทรงสี่เหลี่ยมสอบ มี 2 ชั้น รูปแบบการก่อสร้างคล้ายกับพระธาตุก่องข้าวน้อยฐาน ทุก ๆ ปีในช่วงเดือนมีนาคมทางวัดจะจัดให้มีงานสมโภชพระธาตุอานนท์ขึ้นเป็นประจำ โดยจัดในวันขึ้น 13 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ เดือน 3 ตามฮีตคลองของชาวอีสาน คือเดือนมีนาคม ในคืนแรกจะจัดพิธีสมโภชองค์ พระธาตุอานนท์ ผู้ที่มาร่วมงานแต่งกายด้วยชุดขาว ทำพิธีตลอดคืน ส่วนในคืนที่สองและคืนที่สามมีมหรสพรื่นเริงสมโภชตลอดคืน</p>

<ul>
	<li>พระพุทธโลกนาถมหาธาตุยโสธร</li>
</ul>

<p>พระพุทธโลกนาถมหาธาตุยโสธร พระพุทธรูปปางมารวิชัยเก่าแก่ที่สำคัญของวัด ประดิษฐานเป็นพระประธานแต่ครั้งพระอุโบสถยังเป็นสิมหลังเก่า ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานสูง มีฉัตรทอง 5 ชั้นห้อยลงมาจากเพดาน ฐานพระชั้นบนเป็นฐานกรีบบัว ประดับชายผ้าทิพย์ห้อยลงมาด้านหน้า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ได้ประทานนามพระพุทธรูปดังกล่าวว่า &quot;พระพุทธโลกนาถมหาธาตุยโสธร&quot; เมื่อ วันที่ 9 กันยายน 2556</p>

<ul>
	<li>หอไตร</li>
</ul>

<p>สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2373 โดยพระครูหลักคำ (กุ) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ รูปที่ 3 ตัวอาคารหอไตรสร้างด้วยไม้ตั้งอยู่กลางสระน้ำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระธาตุอานนท์ เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลาน พร้อมพระไตรปิฏก และตำราต่างๆ ซึ่งพระครูหลักคำ (กุ) เป็นผู้นำมาจากนครเวียงจันทน์ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะแบบหอไตรภาคอีสานทั่วไป มีทางเดินโดยรอบติดกันใต้ชายคา บริเวณนี้เป็นที่เก็บรักษาตู้พระธรรม หีบพระธรรม เสลี่ยงชั้นวางคัมภีร์ซึ่งนำมาจากเวียงจันทน์ ซุ้มประตูและบานประตูไม้สลักลวดลายเครือเถาลงรักปิดทองอย่างสวยงาม การตกแต่งฝาผนังมีลวดลาย ซึ่งเป็นลักษณะผสมแบบภาคกลางสันนิษฐานว่า หอไตรน่าจะสร้างขึ้นประมาณสมัยรัชกาลที่ 4-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yst.onab.go.th/th/file/get/file/2021121194778b74bc99272da819df9eb2148d40075709.jpg' type='image/jpg' length='92983' />
</item>
</channel>
</rss>
